ตาห่างแต่กำเนิด

ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ

ไทย |
 
ย้อนกลับ | กะโหลกเชื่อมติดก่อนกำหนด | ใบหูเล็กแต่กำเนิด | กระบอกตาผิดตำแหน่ง | ใบหน้าเล็กแต่กำเนิด | โรคงวงช้าง | ใบหน้าแหว่งแต่กำเนิด | ใบหน้าเหี่ยว |

ภาวะกระบอกตาห่างแต่กำเนิด (Hypertelorism)

นพ.เสรี เอี่ยมผ่องใส
นพ.นนท์ โรจน์วชิรนนท์

กระบอกตา(หรือเบ้าตา)ห่างแต่กำเนิด (Hyperteolorism) เป็นลักษณะการแสดงออกทางกายที่พบได้ในภาวะความผิดปกติแต่กำเนิดของกะโหลกศีรษะและใบหน้ามากมายหลายชนิด เป็นภาวะที่กระบอกตาทั้งอันอยู่ห่างจากกันมากกว่าปกติ มักพบร่วมกับความผิดปกติที่เกิดขึ้นบริเวณกึ่งกลางใบหน้า เช่น โรคใบหน้าแหว่งแต่กำเนิด โรคงวงช้าง โรค Apert เป็นต้น

ภาวะนี้นอกจากจะทำให้มีใบหน้าที่ผิดรูป ซึ่งอาจจะเป็นรุนแรงจนส่งผลต่อผู้ป่วยทางด้านจิตใจและสังคม ยังทำให้มีความผิดปกติของพัฒนาการด้านการมองเห็นด้วย โดยเด็กอาจไม่สามารถใช้ตาทั้งสองข้างที่อยู่ห่างกันมากในการมองวัตถุต่างๆ ไม่สามารถมองภาพเป็นสามมิติ และอาจเป็นเหตุให้มีการเลือกใช้เฉพาะตาข้างใดข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้างหนึ่งจนเป็นนิสัย นานๆเข้า ตาข้างที่ไม่ได้ใช้ก็จะเสื่อมสภาพไปเอง (amblyopia) จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการรักษาโดยเร็วตั้งแต่แรกเกิด

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยภาวะนี้อาศัยการตรวจร่างกายเบื้องต้น โดยจะพบว่าตำแหน่งหัวตาและลูกตาอยู่ห่างออกจากันมากกว่าปกติ แล้วยืนยันด้วยเอกซเรย์ชนิดพิเศษของกระดูกใบหน้า เช่น เอกซเรย์ใบหน้าขนาดเท่าจริง (cephalogram) หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อดูลักษณะและตำแหน่งของกระดูกบริเวณเบ้าตา

การรักษา

ก่อนที่จะเริ่มต้นการรักษา ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยหาโรคอันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะนี้ อันได้กล่าวถึงข้างต้นแล้ว จากนั้นจะต้องมีการวางแผนการรักษาจากทีมผู้เชี่ยวชาญแบบสหสาขาวิชา (multidisciplinary team care) เพื่อให้การรักษาได้ผลดีที่สุด โดยการรักษามักจะเริ่มต้นด้วยการรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุก่อนและอาจจะทำการแก้ไขภาวะกระบอกตาห่างในคราวเดียวกันถ้าทำได้ หรือ รอทำแยกในช่วงอายุที่เหมาะสม

ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันเป็นอย่างมาก แม้แต่ในหมู่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ว่าช่วงอายุใดจึงจะเหมาะสมที่จะทำการผ่าตัด โดยทั่วไปแล้ว การผ่าตัดที่จะทำ คือ การเคลื่อนย้ายกระบอกตาทั้งสองข้างเข้าหากัน (medial orbital translocation) จะทำในช่วงอายุ 2-5 ขวบ

ถ้าความผิดปกตินี้เป็นรุนแรง ควรได้รับการผ่าตัดโดยเร็วเพื่อให้มีพัฒนาการทางด้านร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายตา ได้ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด และยังช่วยป้องกันปัญหาทางด้านจิตใจของผู้ป่วยด้วย

ถ้าเป็นไม่รุนแรง และการตรวจเป็นประจำปีละ 1-3 ครั้ง ไม่พบว่ามีความผิดปกติของสายตา ก็นิยมจะรอจนเด็กอายุ 4-5 ขวบ จึงจะผ่าตัดเคลื่อนย้ายกระบอกตา เพราะการผ่าตัดชนิดนี้ถือเป็นการผ่าตัดที่ใหญ่มากๆ อันตรายมาก มีการเสียเลือดได้มาก ต้องมีการร่วมดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาในช่วงก่อนและหลังผ่าตัด

ผู้ป่วยที่ภาวะกระบอกตาห่าง ก่อนผ่าตัด
ผู้ป่วยที่มีภาวะกระบอกตาห่างก่อนการผ่าตัดรักษา
ผู้ป่วยภาวะกระบอกตาห่างผิดปกติ หลังการผ่าตัดเคลื่อนย้ายเบ้าตา
ผู้ป่วยรายเดียวกันหลังการผ่าตัดเคลื่อนย้ายกระบอกตาเข้าหากัน

ก่อนที่จะทำการผ่าตัดเคลื่อนย้ายกระบอกตาที่ห่างกัน ผู้ป่วยทุกรายควรได้รับการตรวจเรื่องการได้กลิ่นเพราะประสาทรับกลิ่นอาจถูกกระทบกระเทือนได้ระหว่างการผ่าตัด นอกจากนี้ผู้ป่วยทุกคนควรจะต้องได้รับการตรวจโดยละเอียดจากจักษุแพทย์เพื่อที่จะร่วมดูแลพัฒนาการของสายตาซึ่งอาจผิดปกติอยู่ก่อนผ่าตัด และต้องได้รับการฟื้นฟูต่อหลังผ่าตัด ผู้ป่วยที่มีการสบฟันที่ผิดปกติ สมควรจะได้รับการรักษาจากทันตแพทย์จัดฟันด้วยก่อนที่จะทำการผ่าตัดรักษาภาวะกระบอกตาห่าง

การผ่าตัดเพื่อรักษาภาวะนี้มีเป็นการผ่าตัดใหญ่และสลับซับซ้อนมาก จำเป็นต้องทำโดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านแก้ไขความพิการของใบหน้าและกะโหลกศีรษะ (craniofacial surgeon ซึ่งเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งที่ฝึกอบรมมาโดยเฉพาะ) โดยต้องทำร่วมกับประสาทศัลยแพทย์เพื่อช่วยให้การผ่าตัดมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น การผ่าตัดนั้นกระทำได้หลายวิธีแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป แต่ทุกวิธีจำเป็นต้องตัดกระดูกบริเวณรอบกระบอกตา และเลื่อนตำแหน่งของกระบอกตาทั้งสองข้างเข้าหากันเพื่อแก้ไขความผิดรูป หากจำเป็นต้องเลื่อนกระบอกตาเข้าหากันอย่างมาก อาจพิจารณาทำผ่าตัดมากกว่า 1 ครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดการดึงรั้งเส้นประสาทตาและเปลี่ยนตำแหน่งของกระบอกตามากจนเกินไปในครั้งเดียว